เมตตา เสียสละ รับผิดชอบ
Menu
Open menu
Open menu

 

 

 

สัมมนาวิชาการ Healthcare  Technology  Summit 2016

ระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายน 2559 ณ  โรงแรมเซนทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ


ไฮไลท์และความน่าสนใจในงานครั้งนี้ ประกอบด้วย ระบบระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคล : PHR โดย SIPA และ NECTEC,Binary MRIS ระบบบริหารจัดการทรัพยากรภาพเอกสารทางการแพทย์, Izpal Clinic ระบบบริหารงานภายในคลินิก, @2er (anywhere 2 emergency) + ilertuระบบงานบริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉิน, ระบบจัดเก็บเอกสารและระบบบริหารโรงพยาบาล จาก NEO, ระบบ SMART HEALTHCARE โมบายแอปพลิเคชั่นที่ช่วยผู้ใส่ใจสุขภาพบันทึกข้อมูลผลการตรวจสุขภาพจาก TRECON (WEBSITE), Solution 'HP MOBILITY SOLUTIONS FOR HEALTHCARE', อุปกรณ์ประกอบที่สำคัญสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ต่างๆจากยูนิทรีโอ เทคโนโลยี, เครื่องสแกนเนอร์จากฟูจิตสึ, Total Epson Solution for Healthcare จัดแสดง Solution ต่างๆ ที่มีผลิตภัณท์เอปสันใช้งานอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมของสถานพยาบาล

ด้านพล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงคือเรื่อง ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการรักษาพยาบาลของผู้ป่วย ซึ่งต้องมีระบบความปลอดภัย ให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหล ซึ่งสิ่งนี้ต้องอาศัยกฎหมายใหม่ที่กำลังจะออกมา มากำกับด้วย ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมกระทรวงไอซีทีเป็นผู้รับผิดชอบในการขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมตามงบประมาณไอซีทีที่มีอยู่ 3,755 ล้านบาท โครงการบรอดแบนด์หมู่บ้าน 15,000 ล้านบาท และโครงการเคเบิลใต้น้ำ 5,000 ล้านบาท 

ด้านน.พ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องพลวัตแห่งโลกสาธารณสุขด้วยการใช้เทคโนโลยี ในงานอบรมสัมมนาทางวิชาการและแสดงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่องานสาธารณสุขและการแพทย์ (Healthcare Technology Summit 2016) ว่าในยุคที่มีการปรับเปลี่ยนจากยุค Analog เป็น Digital ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจะรวดเร็วมากขึ้น เช่น โรคที่มาใหม่อย่างโรคซิกา การให้ข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต้องเข้าถึงปัญหาให้เร็วและชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อให้ประเทศไทยมี eHealth ที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีในปี 2020 และมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น ภาคีเครือข่ายได้รับประโยชน์ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพหรือ eHealth รองรับรัฐบาลดิจิตอล ตามแผนพัฒนารัฐบาลดิจิตอลของประเทศไทย ระยะ 3 ปี(พ.ศ.2559-2561) โดยมียุทธศาสตร์การดำเนินงาน 6 ข้อ คือ1.จัดตั้งองค์กรกลางความร่วมมือบริหารจัดการ eHealth 2.พัฒนาและปรับปรุงสถาปัตยกรรมโครงสร้างพื้นฐาน 3.สร้างมาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพ และเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลมีประสิทธิภาพ 4.ขับเคลื่อนและพัฒนานวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อระบบบริการสุขภาพ รวมทั้งมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา 5.ผลักดันการใช้กฎหมาย ระเบียบ วิธีปฎิบัติและมาตรฐานที่เหมาะสม และ 6.พัฒนาทุนมนุษย์ด้าน eHealth จัดการความรู้ด้านการแพทย์และสุขภาพ 

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น บันทึกและส่งต่อข้อมูลการรักษาได้อย่างมีคุณภาพ สามารถดึงข้อมูลจากหลายแหล่งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ช่วยให้แพทย์มีข้อมูลมากยิ่งขึ้น ทำให้การรักษามีความเหมาะสม ผู้ป่วยสามารถได้รับการดูแลรักษาจากระยะไกล สามารถได้รับคำปรึกษาผ่านวิดีโอและติดตามอาการใน 24 ชั่วโมง ถ่ายทอดข้อมูลผ่านระบบไวร์เลส กรณีฉุกเฉินสามารถแจ้งให้เพื่อนบ้านทราบหรือโทร.ติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือจากบริการฉุกเฉินของโรงพยาบาล ที่สำคัญคือ ประชาชนสามารถจัดการสุขภาพของตัวเองด้วยข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือและเข้าถึงคำแนะนำได้

โดยสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุข เร่งดำเนินการมีดังนี้ 1.บูรณาการข้อมูลประชาชนให้เป็นภาพเดียวโดยเชื่อมโยงข้อมูลกับเลขประจำตัว 13 หลักของกระทรวงมหาดไทยกับข้อมูลการรับบริการของผู้ป่วย สามารถติดตามประวัติของผู้ป่วยได้ 2.ให้บริการภาครัฐแบบเฉพาะเจาะจงรายบุคคล ครบวงจร ณ จุดเดียว ของสำนักงาน รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ 3.การให้บริการเสร็จสิ้น ณ จุดให้บริการ มีบางส่วนที่ไม่สามารถให้บริการจบลงครั้งเดียวได้เช่น การขอใบอนุญาต ส่วนช่องทางการร้องเรียนได้พัฒนา โมบาย แอปพลิเคชั่น ที่ติดต่อกับผู้ขอรับบริการได้ เช่น MOPH App, ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน, GIS Health ค้นหา รพ., กดดูรู้โรค 4.นำข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลสุขภาพ (Health Data Center ) มาใช้ในการบริหารจัดการการให้บริการเช่นบริการวัคซีน ดูแลติดตามผู้ป่วยโรคเอดส์ ติดตามการพัฒนาเด็กและจัดสรรงบประมาณประจำปี 2561 5.ใช้ระบบ Private Cloud เป็นเซิร์ฟเวอร์เก็บข้อมูลการให้บริการ และ 6.พัฒนาและตั้งคณะกรรมการข้อมูลส่วนบุคคล(
http://m.manager.co.th/Cyberbiz/detail/9590000064149)

 

มาตรฐานข้อมูลภาครัฐและกรณีศึกษาการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

         Thailand 4.0(smart industry + Smart city + Smart People)

Thailand1.0(agriculture)Thailand 2.0(light,industry,low wages)Thailand 3.0(heavy,industry,advanced,machine)Thailand 4.0(creative+innovation smart Thailand)

1

ประเด็นสำคัญของการบูรณาการข้อมูล

๑)ความถูกต้อง สมบูรณ์ และความทันสมัยของข้อมูล

๒)ชั้นความลับของข้อมูลพื้นฐาน

๓)ภารกิจที่ต้องให้บริการข้อมูลตามกฏหมาย/นโยบาย/ระเบียบ

๔)ความเต็มใจและยินดีที่จะให้หน่วยงานอื่นของรัฐได้ใช้ข้อมูล

๕)ความพร้อมของการให้บริการ

Data Integration Model

รูปแบบที่ ๑ จัดทำคลังข้อมูลกลาง

          -หน่วยงานแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านคลังข้อมูลกลาง

          -เมื่อข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานต้องอัพเดทที่ฐานข้อมูลกลาง

รูปแบบที่ ๒ แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานเอง

          -หน่วยงานแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย

          -ระบบของแต่ละหน่วยงานต้องมีช่องทางให้หน่วยงานอื่นเข้าถึงข้อมูล

 

 

เหตุผลในการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ

• ข้อมูลบุคคลเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการทำธุรกรรมทุกประเภท

• ข้อมูลบุคคลมีการจัดเก็บในหลายมิติ แยกตามหน่วยงานต่างๆ ภาครัฐและภาคเอกชน แต่ไม่ได้ บูรณาการเชื่อมโยงเพื่อท้างานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับเกษตรกร ตัวอย่าง หน่วยงานที่จัดเก็บข้อมูล ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร  ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตัวอย่างหน่วยงานที่จัดเก็บข้อมูล ได้แก่ ส้านักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โรงพยาบาลของรัฐ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี มีการจัดเก็บโดยไม่ได้มี การบูรณาการให้สอดคล้องกัน

• ระบบฐานข้อมูลประชากรที่สำคัญของประเทศ คือ ระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ กรมการ ปกครอง กระทรวงมหาดไทย

• บัตรประจำตัวประชาชนแบบเอนกประสงค์ (Smart Card) มีความสามารถในการเก็บข้อมูลและ ประมวลผลสูง แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

• การบูรณาการข้อมูลทะเบียนบุคคลอย่างเป็นระบบ นำไปสู่การพัฒนา ระบบการให้บริการ ประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Services) ในลักษณะ “Single ID”

ประเด็นปัญหา อุปสรรคในการเชื่อมโยงและบูรณาการ ข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ

• ขาดแรงขับเคลื่อนในระดับนโยบายให้หน่วยงานต่างๆ เปิดให้ระบบฐานข้อมูลของตนสามารถเชื่อมโยง ข้อมูลกับหน่วยงานอื่นได้

• ระบบฐานข้อมูลของหน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมถึง เครือข่าย เครื่องแม่ข่าย ไลเซนต์ของซอฟต์แวร์บริหาร จัดการฐานข้อมูล (DBMS) ไม่เพียงพอต่อการรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงาน –การเปิดฐานข้อมูล ให้หน่วยงานภายนอกเข้าถึง อาจมีผลกระทบต่อการให้บริการปกติได้

• ขาดมาตรฐาน/แนวปฎิบัติที่ชัดเจน

• ขาดความเชี่ยวชาญ/งบประมาณที่จะพัฒนาให้ฐานข้อมูลของหน่วยงานตนสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ หน่วยงานอื่นได้

• ขาดบุคลากร และเครื่องมือในการก้ากับ ดูแล ตรวจสอบ ติดตามปัญหาในการเชื่อมโยง และเข้าถึงข้อมูล

• ข้อมูลที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ขาดความเชื่อมโยงกัน และยากต่อการประมวลผลเป็นข้อมูลส้าหรับ ประกอบการตัดสินใจส้าหรับผู้บริหาร

• ขาดกฎหมาย ระเบียบที่รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

Big Data in Healthcare

2

3

ระบบระเบียนสุขภาพส่วนบุคคลและระบบ PHR API

ที่มาและความสำคัญของโครงการ

ระยะที่ ๑ PHR ของจังหวัดนครนายก โดยความร่วมมือของ สสจ.นครนายก ,NECTEC,SIPA

สามารถสร้างความตื่นตัวกับประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ในมิติของการเสริมสร้างสุขภาพส่วนตัวผ่านระบบ PHR บนเวปไซต์ https://phr.noph.go.th

ระยะที่ ๒ การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของครอบครัวตามผังเครือญาติเพื่อการดูแลสุขภาพครอบครัว หรือ Family folder รวมถึงการเชื่อมต่อสำหรับเรียกใช้ข้อมูลส่วนบุคคล PHR แสดงผลบน Smart Device สามารถนำไปขยายผลใช้งานได้จริงในรูปแบบ API

4

5

6

การใช้ Barcode ในโรงพยาบาล

GS1: ระบบมาตรฐานสากลที่ใช้แพร่หลายมากที่สุดในโลก

หน้าที่หลัก

• เป็นนายทะเบียนกา หนดเลขหมายบารโ์ค้ดมาตรฐาน GS1 และ เลขรหัสสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ (EPC: Electronic Product Code)ที่ใช้กบัเทคโนโลยีอารเ์อฟไอดี (RFID: Radio Frequency Identification)รวมทงั้เป็นองคก์รหลกัที่ควบคมุดแูลการ ใช้งานระบบมาตรฐานสากล

• ส่งเสริมการน าบาร์โค้ดมาตรฐานสากลGS1และการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ไปใช้ ปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ในการด าเนินงานของภาครัฐและเอกชนให้ทันสมัย ส่งเสริมการใช้ระบบ GDSN (GS1 Source) ทั้งในส่วนมาตรฐานข้อมูลเชิงเทคนิค ตลอดจนการน าไปใช้งานเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกอบการ

7

8

มาตรฐานสากลสำหรับการบันทึกข้อมูล EPC/RFID การใช้งาน RFID ในโรงพยาบาล

  • ใช้ในการติดตามสถานที่ อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ
  • ใช้ในการติดตามเด็กแรกเกิด ป้องกันการสลับตัวและสูญหาย
  • ใช้ในการติดตามตัวอย่างส่งตรวจ (
  • ใช้ในการติดตามยาและวัคซีน ทั้งการเก็บสินค้าในคลังและการจ่ายยาให้ผู้ป่วย

ปัญหาในระบบซพัพลายเชนด้านสาธารณสขุ/โรงพยาบาล

  • ความคลาดเคลื่อนทางยา (Medication error) น าไปสู่การใช้ยาที่ไม่เหมาะสม ท าให้เกิด อันตรายต่อผู้ป่วย จนอาจพิการหรือเสียชีวิตได้
  • สินค้าปลอม/สินค้าลอกเลียนแบบ เป็นภยัคกุคามระดบัโลกที่ทวีความรนุแรงมากขึน้
  • ปัญหาในกระบวนการสืบย้อนกลบัจากผู้ผลิตไปยังผู้ป่วย
  • การเรียกคืนสินค้าเป็นเรื่องที่จัดการได้ยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส าหรับด้านผู้ให้บริการ ด้านการดแูลสขุภาพ

9