เมตตา เสียสละ รับผิดชอบ
Menu
Open menu
Open menu

 

 

การเรียนรู้ตลอดหลักสูตรตามโครงการปฐมนิเทศข้าราชการใหม่หลักสูตรการเป็นข้าราชการที่ดี
รุ่นที่ 2/2559

 

ชุดกิจกรรมที่ 1  ปรัชญาของการเป็นข้าราชการที่ดี ประโยชน์ของแผ่นดิน และบทบาทหน้าที่ของการเป็นข้าราชการ

สรุปประเด็นสำคัญสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้จากกิจกรรมที่ 1     

                                1.1 ปรัชญาการเป็นข้าราชการที่ดี  คือ ข้าราชการที่ดีจะต้องมีความมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ ภาระอันยิ่งใหญ่รับใช้งาน เพื่อพ่อหลวงของไทย และรับใช้ประชาชน ปฏิบัติตนเพื่อส่วนรวมเป็นสำคัญ

                                1.2 ความหมายของการเป็นข้าราชการที่ดี   ข้าราชการ หมายถึง ผู้ทำงานให้พระราชา    ข้าราชการคือ ผู้ปฏิบัติบริหารงานของแผ่นดิน   ลูกจ้างของประชาชน พนักงานของรัฐบาล  กลไกผลิตผลสัมฤทธิ์ในภารกิจของรัฐ

                                1.3 การคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม การปฏิบัติงานทุกอย่างของข้าราชการ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมต่อประชาชนเป็นอันดับแรก   ต้องมีความตรงต่อเวลา มีระเบียบวินัย ซื่อสัตย์และอดทน

มีความรัก ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์  ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความปรารถนาดีต่อผู้ป่วยและญาติโดยใช้สติปัญญาอย่างเต็มความสามารถด้วยความระมัดระวัง   ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มทุนและคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อให้การปฏิบัติงานได้บรรลุความสำเร็จ และเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างสูงสุด

                                1.4 การตัดสินใจโดยหลักเหตุผล เหตุผลเชิงจริยธรรม  เป็นเจตนาหรือความคิดเชิงหลักการ ยึดระเบียบกฎเกณฑ์ มาตรฐานของสังคม คำนึงถึงความพอใจของกันและกัน ซึ่งบุคคลใช้เพื่อตัดสินใจเลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำ เมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ที่ขัดแย้ง

             ข้าราชการต้องมีเหตุผลเชิงจริยธรรมดังต่อไปนี้

                                                1. ต้องปฏิบัติหน้าที่และแสดงพฤติกรรมในสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ

                                                2. ต้องมีจิตสำนึกที่ดีและรับผิดชอบต่อหน้าที่ต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายอย่างดีที่สุด มีความละเอียดรอบคอบ ไม่ประมาทหรือบกพร่องต่อหน้าที่และเป็นคนเสียสละ

                                                3. ต้องรู้จักแยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องงาน ไม่นำมาลงหรือระบายกับผู้ป่วยหรือเพื่อนร่วมงานโดยเด็ดขาด ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองได้

                                                4. ไม่หาผลประโยชน์จากหน้าที่การงาน ไม่ทุจริตคอรัปชั่น

                                                5. ต้องเคารพกฎระเบียบและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญภายใต้กฎหมาย

                                                6. ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เที่ยงตรง ไม่โอนไปโอนมา ใช้สติปัญญาในการตัดสินใจ ไม่เป็นคนลำเอียง

                                1.5 แนวทางการเป็นข้าราชการที่ดี  ข้าราชการยุคใหม่ ต้องคิดใหม่ทำใหม่เพื่ออนาคต เพื่อ

ผลประโยชน์อันสูงสุดของประชาชน ฝึกการคิดแบบเป็นกระบวนการทางความคิด คือ คิดให้เป็นระบบ คิดหาเหตุผลที่แท้จริง โดยใช้กระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ เชิงสร้างสรรค์ และเชิงบูรณาการ  ซึ่งเมื่อเรามีความเข้าใจเหตุและผล เราก็จะสามารถควบคุมตนเอง ให้มีความเหมาะสมต่อสถานการณ์นั้นๆ ได้

            ความรู้พื้นฐานที่สำคัญต่อข้าราชการทุกคน คือ การรับรู้เรื่องบทบาทหน้าที่ กฎระเบียบ สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูล ค่าตอบแทนในระบบราชการ เช่น การลา ค่ารักษาพยาบาล เงินสวัสดิการต่างๆ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และบำเหน็จบำนาญ

การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตนเอง พัฒนางาน และพัฒนาทีมงานที่รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม

1.1ความรู้เรื่องข้าราชการยุคใหม่ที่ได้เรียนรู้ กระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการมองให้หลากหลายมุมและรอบด้านเพื่อพัฒนาตนเองให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขไทยที่มีแนวโน้มจะต้องพัฒนาไปสู่ความเป็นสากลมากขึ้นจากการเปิดไทยสู่ AEC

1.2นำความรู้เรื่องสวัสดิการ ค่าตอบแทน วันหยุด วันลา มาใช้เพื่อวางแผนสำหรับชีวิตข้าราชการในอนาคตได้ เช่น การใช้วันหยุดประเภทต่างๆให้เหมาะกับความจำเป็นของเรา, การวางแผนเรื่องบำเหน็จ บำนาญในอนาคต

1.3. นำความรู้เรื่อง mind mapping มาใช้ในกระบวนการการจัดการความคิด เพื่อต่อยอดไปสู่การวิเคราะห์ การนำเสนอผลงานต่างๆ  อย่างเป็นระบบ มีแบบแผนและสามารถเข้าใจง่าย

ชุดกิจกรรมที่ 2 การสร้างวินัย สร้างทีม และความสามัคคี/จรรยาข้าราชการ

สรุปประเด็นสำคัญสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้จากกิจกรรมที่ 2

2.1 การปฏิบัติงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

          ข้าราชการที่ดี ต้องมุ่งปฏิบัติตน ให้มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ  ความตรงต่อเวลา   การเสียสละและความมีน้ำใจ  ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเป็นคนดี  ฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  การมีสติเมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ในการปฏิบัติงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

2.2 การมีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา อดทน สามัคคี ไม่ย่อท้อต่อความยาก ลำบากของข้าราชการ  คุณลักษณะของข้าราชการที่ควรมี คือ การมีระเบียบวินัย  ความอดทน  ความสามัคคี ความซื่อสัตย์  ความเสียสละ และความตรงต่อเวลา

2.3 การทำงานเป็นทีม     รู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีม   ความสามัคคี ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กระตุ้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  กล้าแสดงออก และภาวะความเป็นผู้นำ

2.4 จิตบริการของการทำงานภาครัฐ ต้องทำงานด้วยหัวใจบริการ เต็มใจและพร้อมให้บริการโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มีการแสดงออกทางวาจา กิริยาท่าทาง ตลอดจนการควบคุมอารมณ์ที่ดี รวมทั้งมีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอปลูกจิตสำนึก การมองหาความสุขกับสิ่งที่อยู่รอบตัว การมองเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น   จะทำให้บุคคลรวมถึงองค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการฝ่าฟันกับอุปสรรค์และความอยากลำบากต่างๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและเพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าบุคคลจะอยู่ในสถานะใดๆก็ตาม ก็สามารถที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ขอเพียงมีความตั้งใจจริง มีจิตบริการมีมโนธรรม มีความเสียสละทั้งแรงกายแรงใจ มีจิตบริการก็สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้

 โดยยึดหลักอิทธิบาท 4 ได้แก่

                 ฉันทะ คือ เต็มใจทำ ได้แก่ มีความต้องการที่จะทำ มีใจรักที่จะทำ

                 วิริยะ คือ ขยันทำสิ่งนั้นด้วยความพยายาม อดทนไม่ท้อถอย

                 จิตตะ คือ มีใจจดจ่อ ตั้งใจทำสิ่งนั้น

                วิมังสา คือ เข้าใจทำ มีความรู้ความสามารถในสิ่งที่ทำ ทำด้วยความพิจารณา หมั่นตรวจสอบ

2.5 จรรยาข้าราชการ ความหมาย ที่มาประโยชน์

                สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำข้อบังคับว่าด้วยจรรยาข้าราชการ เพื่อเป็นกรอบมาตรฐานในการประพฤติปฏิบัติตน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

                         1. ซื่อสัตย์สุจริตและรับผิดชอบ

                          2. ยืนหยัดและยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง

                          3. ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและเสมอภาค

                          4. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส

                          5. มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน

                          6. ดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

                ทั้งนี้ให้ข้าราชการปฏิบัติตามจรรยาข้าราชการดังกล่าวอย่างครบถ้วน  การไม่ปฏิบัติตามมิใช่ความผิดทางวินัย  แต่ให้ผู้บังคับบัญชา นำไปประกอบการพิจารณาแต่งตั้ง  เลื่อนเงินเดือน   ส่วนลูกจ้างและพนักงานราชการ  ให้ถือปฏิบัติโดยอนุโลม

2.6 การพัฒนาบุคลิกภาพและการแต่งกายในราชการ

                             บุคลิกภาพ หมายถึง ลักษณะอันเป็นของจำเพาะแต่ละบุคคล ซึ่งแสดงออกทางท่าทาง ความรู้สึกนึกคิด ความเฉลียวฉลาดตลอด จนกิริยามารยาท ลักษณะนิสัย และอุปนิสัย เรียบร้อย สุภาพ ประณีต และมีรสนิยม (ตามกาลเทศะ)

                    การที่ข้าราชการใหม่จะมีบุคลิกภาพที่ดีได้ต้องเริ่มจากการพัฒนาจิตใจจากภายในของตนเองสู่การพัฒนาภายนอก ซึ่งการแต่งกายที่ดี มีบุคลิกภาพที่ดีทั้งการยืน การเดินหรือนั่ง สามารถทำให้เชิดชูเกียรติของตัวเราเอง ให้เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในเครื่องแบบราชการ ควรแต่งกายให้สุภาพ เรียบร้อย เหมาะสมตามกาลเทศะ อย่างเช่นสำหรับผู้ชาย ควรเลือกสวมเสื้อผ้าขนาดพอดีกับตนเอง สีตามสากล คือ สีขาวหรือสีฟ้า สวมถุงเท้าให้เป็นสีเดียวกันกับกางเกงที่สวมใส่ ส่วนผู้หญิง ก็เช่นเดียวกันควรแต่งกายให้เหมาะสมกับตนเอง และเหมาะสมตามโอกาสต่างๆ นอกจากการแต่งกายที่เหมาะสมแล้ว การสร้างความประทับใจแรกเริ่มด้วยการยิ้ม ไหว้ ทักทายผู้อื่น ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพตนเอง ซึ่งการไหว้มีหลายโอกาส เช่น สวัสดี ขอบคุณ หรือ ขอโทษ ควรฝึกให้เป็นนิสัย เพื่อจะได้ดูเป็นบุคคลที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และรู้จักการวางตัว ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ไม่กระทำการใดๆที่ไม่เหมาะสม เช่น การเล่น Social media ต่างๆในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นต้น เพื่อรักษาจรรยาบรรณที่ดีของข้าราชการ

         

 การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตนเอง พัฒนางาน และพัฒนาทีมงานที่รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม

                                1. การทำงานต่างๆ จะประสบความสำเร็จได้ เราจะต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา และอดทน เช่น ในการดูแลผู้ป่วย อาจจะต้องได้รับยาตรงเวลาเพื่อรักษาระดับความคงตัวของยาในร่างกายให้คงที่   อดทนรับสภาวะอารมณ์ของผู้ป่วยได้ โดยไม่ตอบโต้ หรือแม้แต่กับเพื่อนร่วมงานที่บางครั้งอาจมีกระทบกระทั่งกันบ้าง เราก็ต้องใช้ความอดทน และปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

                                2. รู้จักใช้ทรัพยากรในหน่วยงานให้มีคุณค่า  ประหยัดน้ำ ไฟ  เพื่อลดภาระค่าใช่จ่ายของหน่วยงาน

                                3. การทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ย่อมทำให้งานที่ออกมามีประสิทธิภาพมากกว่าการทำโดยตนเอง เพราะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละวิชาชีพ เช่น ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมทั้งจากแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักกายภาพบำบัด เป็นต้น

                               4. ริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อผลประโยชน์ของหน่วยงาน  เช่น  การคิดนวัตกรรมเพื่อช่วยในการดูแลผู้ป่วย เป็นต้น

                                5. การทำงานภาคราชการ  ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดถือผลประโยชน์ของทางราชการมากกว่าส่วนตน   ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ  เสียสละและอุทิศเวลาให้แก่ทางราชการจนงานสำเร็จ  ถูกต้องตามมาตรฐานของงาน   มีความรับผิดชอบต่อผลงานที่ได้กระทำไปแล้ว   ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่น

                                6. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุภาพ มีน้ำใจ  เอื้ออาทร และมีจิตบริการต่อผู้มารับบริการอย่างเท่าเทียม  บริการประชาชนด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม รวดเร็วและถูกต้อง   ไม่กระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือ  อุปถัมภ์  หรือเลือกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม

                                7. ก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ  ต้องมีเหตุผล  โดยคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งต่อส่วนรวมและตนเองอย่างรอบคอบ    ยึดถือและปฏิบัติตนตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของสังคม   นำคำสอนทางศาสนาที่ตนนับถือ  เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตเป็นต้นแบบในการดำรงชีวิตด้วยความเรียบง่าย  ประหยัด  เหมาะสมกับฐานะของตนและสังคม

        8. สามารถนำความรู้การพัฒนาบุคลิกภาพไปใช้ให้ข้าราชการใหม่ดูสง่า และรู้จักการวางตัว ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ไม่กระทำการใดๆที่ไม่เหมาะสม เช่น การเล่น Social media ต่างๆในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นต้น เพื่อรักษาจรรยาบรรณที่ดีของข้าราชการ

ชุดกิจกรรมที่ 3  การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมและจิตสำนึกราชการ

                    

สรุปประเด็นสำคัญสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้จากกิจกรรมที่ 3

   3.1 กิจกรรมพัฒนาจิตโดยวิธีการเจริญสติภาวนา

                        การพัฒนาจิตเพื่อสร้างคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกข้าราชการ    มีพื้นฐานสำคัญของการเกิดปัญญา คือ สมาธิ-สติ   พื้นฐานสำคัญของสมาธิคือ ศีล-วินัย  เมื่อเรานำแนวทางนี้ไปยึดถือปฏิบัติ เราก็จะได้สัมผัสสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการ นั่นคือ กำไรชีวิตดังคำกล่าวที่ว่า งานได้ผล คนเป็นสุข เมื่อคนเราเกิดสมาธิ มีสติ ได้อยู่กับตนเอง อยู่กับปัจจุบัน และการคิดดี การพูดดี การทำดี กับตนเองและผู้อื่นจะมีผลให้มีพลังทางด้าน บวก ตรงกันข้าม ถ้าการคิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดีกับตนเองและผู้อื่น จะมีผลทำให้จิตใจมีพลังด้านลบ การเป็นคนดีของสังคม ไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าอยู่ในฐานะใด ก็สามารถทำความดีและมีความกตัญญูได้

                        ในแต่ละศาสนาย่อมมีความเชื่อและหลักปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป เช่นศาสนาคริสต์ มีความเชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและมนุษย์เกิดขึ้นมาครั้งเดียวตายครั้งเดียว โดยยึดหลักของความรัก,ศาสนาพุทธ มีความเชื่อว่า ธรรมชาติเป็นผู้สร้างโลกและมนุษย์ ยึดหลักของเวรกรรม การเวียนว่าย ตาย เกิด , ศาสนาอิสลามยึดหลักสันติภาพ เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะศาสนาใด ย่อมมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ สร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ให้ดีขึ้น ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ถูกสร้างให้มากกว่า1ด้านในตัว มีดีย่อมมีชั่ว มีฉลาดย่อมมีโง่ ความโง่ทำให้มนุษย์ขาดวินัย ขาดศีลธรรม และก่อให้เกิดกิเลศครอบงำ สร้างปัญหาและความวุ่นวายให้แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคม มนุษย์จะหลุดพ้นจากกิเลศได้ต้องมี สติ ปัญญา ศรัทธา กุศลกรรม สายกลาง โดยใช้ฉันทะ หรือความพอใจในสิ่งที่มีอยู่ในการดำเนินชีวิต ตนเองก็จะมีความสุข สังคมก็จะเป็นสุข ประเทศชาติก็จะเจริญสงบร่มเย็น

   3.2 เรียนรู้พระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ/หรือบุคคลต้นแบบ

                        โครงการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท   เป็นโครงการที่ข้าราชการจะได้เรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท ได้ปรับจิตสำนึก ทัศนคติ พฤติกรรม    ที่จะประพฤติปฏิบัติเป็นข้าราชการที่ดี ให้บังเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน สังคม และประเทศชาติสืบไป

                         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ พระองค์ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการแด่ประชาชนชาวไทยว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

                              การเรียนรู้หลัก 10 ประการตามรอยพระยุคลบาท

                                     1.  ความรู้

                                     2.  ความอดทน มุ่งมั่น ยึดธรรมะ และความถูกต้อง

                                     3.  ความอ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่าย และประหยัด

                                     4.  มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นหลัก

                                     5.  รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เคารพความคิดที่แตกต่าง

                                     6.  มีความตั้งใจและขยันหมั่นเพียร

                                     7.  มีความสุจริตและความกตัญญู

                                     8.  พึ่งตนเอง ส่งเสริมคนเก่ง

                                     9.  รักประชาชน

                                     10. ทำงานเพื่อประชาชน

             การน้อมนำพระราชจริยวัตรและพระบรมราโชวาทเป็นแนวประพฤติปฏิบัติของข้าราชการที่ดียังยึดหลักทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการอีกด้วย  การเรียนรู้และปฏิบัติตนตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในเรื่องต่างๆ ล้วนทรงคุณค่า เปี่ยมไปด้วย  หลักคุณธรรมและจริยธรรม เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาแนวคิดและแนวทาง    ในการปฏิบัติราชการ สมควรอย่างยิ่งที่ข้าราชการทุกคนจะได้น้อมนำ    ใส่เกล้าใส่กระหม่อมเป็นแนวทาง ด้วยจิตสำนึกที่จะทำงานตามรอยพระยุคลบาทเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชน อย่างยั่งยืนสืบไป       

   3.3. หลักคุณธรรมสำหรับข้าราชการ    การใช้หลักธรรมปฏิบัติในการบริหารงานทุกระดับให้ได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูง โดยการปกครองและการบริหารที่ดี 

      คุณธรรม จริยธรรม สำหรับข้าราชการ ประกอบด้วยหลักธรรม 4 ประการ

                1. หลักการครองตน ประกอบด้วย เป็นผู้มีบุคลิกภาพดี สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี

                2. หลักการครองงาน ประกอบด้วย อิทธิบาทธรรม ได้แก่ ฉันทะ คือ ความรักงาน วิริยะ คือ  

ขยันหมั่นเพียร จิตตะ คือ เป็นผู้มีจิตใจจดจ่ออยู่กับงาน วิมังสา คือ การพิจารณาแก้ไขปัญหาและปรับปรุงไปสู่ความสำเร็จ

                3. หลักการครองคน ประกอบด้วย หลักปฏิบัติต่อกันด้วยดี ระหว่างผู้บังคับบัญชากับลูกน้อง เป็นผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีด้วยคุณธรรม ตามหลักพรหมวิหารธรรมและสังคหวัตถุ

          พรหมวิหารธรรมคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

                สังคหวัตถุธรรม 4 ประการคือ ทาน (แบ่งปัน)   ปิยวาจา (พูดจาอ่อนหวาน)   อัตถจริยา (ประพฤติดี)   สมานัตตตา (ไม่ถือตัว)

                4. หลักธรรมาภิบาล คือ คุณธรรมของนักปกครองนักบริหารที่ดี คือ หลักความถูกต้อง หลักความเหมาะสม หลักความบริสุทธิ์ หลักความยุติธรรม

   3.4. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

                       ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ และประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็นโดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา  

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ

                3 ห่วง      1. พอประมาณ     

                                2. มีเหตุผล

                                3. มีภูมิคุ้มกันที่ดี

                2 เงื่อนไข 1. ความรู้               รอบรู้       รอบคอบ      ระมัดระวัง

                               2. คุณธรรม            ซื่อสัตย์สุจริต          ขยันอดทน              สติปัญญา              แบ่งปัน

                และต้องเดินทางสายกลาง เพื่อนำไปสู่ เศรษฐกิจ/สังคม/สิ่งแวดล้อม/วัฒนธรรม/สมดุล/พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง

               นั่นคือ หลักแนวคิด และแนวทางเพื่อการปฏิบัติ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบุคคล หรือองค์กรต่างๆ สามารถปฏิบัติตามได้

           การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตนเอง พัฒนางาน และพัฒนาทีมงานที่รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม

    1. มีสติในการทำงาน ทำให้ไม่เกิดข้อผิดพลาดในการทำงานหรือผิดพลาดน้อยที่สุด ประพฤติตนเป็นคนดี ไม่ละเมิดในความคิดของผู้อื่นและทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน  และรู้จักการใช้คำพูดมหัศจรรย์ 3 คำ ได้แก่ สวัสดี ขอโทษ ขอบคุณ

    2.การนำไปพัฒนาเพื่อลดความขัดแย้งกับผู้รับบริการ โดยการพูดคุยและให้ข้อมูลกับ  ผู้รับบริการด้วยน้ำเสียงและคำพูดที่ไพเราะ ให้เกียรติกับผู้รับบริการ

    3. การปฏิบัติงานด้วยความเต็มใจ มีเมตตากรุณา จะทำให้ผู้รับบริการเกิดความสุขและความพึงพอใจ               

    4. การดูแลผู้ป่วยPalliative care อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

    5. ลดความขัดแย้งของทีมงาน โดยการรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน เลิกมองตัวเอง

ว่าเป็นผู้มีความสามารถเหนือคนอื่น

    6.ปลูกสร้างจิตสำนึกการเป็นข้าราชการที่ดี คือ คิดดี พูดดี ทำดีมีจิตเมตตา กรุณา จิตอาสา ทำด้วยใจ ซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงตรงต่อหน้าที่ รับผิดชอบต่อหน้าที่ มีวินัย เสียสละ อดทน บำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์สุขมหาชนโดยปราศจากอคติ เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน นอบน้อมถ่อมตน วางตนเสมอต้นเสมอปลายไม่แบ่งชั้นวรรณะ ปฏิบัติงานให้ได้ทั้งงานและน้ำใจคน คำนึงถึงความพอเพียงเหล่านี้ยึดเป็นหลักคุณธรรมประจำใจ

    7. จากการบรรยายได้ข้อคิดเกี่ยวกับการทำความดีเพื่อสังคมและการให้ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน จากการได้ชมคลิปวิดีโอ รายการคนค้นฅนอวอร์ด การทำความดี นั้นไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ไม่ว่าอยู่ในฐานะใด ก็สามารถเป็นคนดีและทำความดีได้

    8.  การรับรู้และเข้าใจ แนวคิด บทบาท ประโยชน์ และการปฏิบัติตนของข้าราชการ  เพื่อจะได้นำมาปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม  ให้สมกับการเป็นข้าราชการยุคใหม่       อีกทั้ง ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นข้าราชการ

    9.  เมื่อได้เรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาทแล้วนั้นทำให้มีความมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยยึดมั่น ในพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำมาเป็นหลัก และแนวทางประพฤติปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน  สังคม และประเทศชาติ

   10. จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุล และยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี

ชุดกิจกรรมที่ 4  การพัฒนาสังคมและประเทศชาติ

                สรุปประเด็นสำคัญสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้จากกิจกรรมที่ 4

4.1 สภาพเศรษฐกิจและสังคม

                              การที่มนุษย์อาศัยอยู่รวมกันในสังคม ตั้งแต่ระดับครอบครัว ประเทศ หรือ ทั่วโลก ล้วนแต่มีกิจกรรมพื้นฐานที่ต้องกระทำเป็นประจำ นั่นคือ การทำมาหากิน การประกอบอาชีพ ทุกคนต่างเป็นผู้ผลิตและทุกคนต่าง เป็นผู้บริโภค แต่ละสังคมอาจมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน และ ความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ภายใต้เงื่อนไข ทรัพยากรมี อยู่อย่างจำกัด ทุกสังคมต้องคำนึงถึงหนทางในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

                   4.2 ความคาดหวังของประชาชนต่อการบริการของภาครัฐ

                          เราเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเราต้องพึ่งระลึกไว้เสมอว่าเราต้องทำงานให้กับพระองค์ในการดูแลประชาชนทุกคนโดยยึดหลักการ องค์คุณ 5 ข้าราชการไทย ได้แก่

                                    1. คุณสมบัติ ข้าราชการต้องถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติที่ทาง ก.พ. กำหนดและต้องมีพื้นฐานทางด้านการมีวินัย ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน

                                    2. คุณลักษณะ ข้าราชการต้องมีความรอบรู้ ฉลาด เฉียบแหลม และไม่หยุดนิ่งในการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา

                                    3. คุณภาพ ข้าราชการต้องปฏิบัติหน้าที่ได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ และทำสำเร็จในทุกสภาวะ

                                    4. คุณประโยชน์ ข้าราชการต้องนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนเป็นหลัก

                                    5. คุณธรรม ข้าราชต้องยึดหลักธรรมทางศาสนาในการปฏิบัติงาน

                 ในปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและประชาชนได้เพิ่มมากขึ้นรวมทั้งประชาชนมีการเรียกร้องการบริการที่ดีขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปหรือองค์กรประชาชนเปิดเผยความต้องการของตนให้สังคมได้รับรู้ง่ายขึ้น ประชาชนมีระดับการศึกษาและค่านิยมประชาธิปไตยที่สูงขึ้นทำให้ต้องการภาครัฐที่มีความโปร่งใสและรับผิดชอบในการดำเนินงานมากขึ้น รวมถึงการทำงานที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชน และการที่ภาครัฐเองก็ตระหนักดีว่าหากไม่ได้รับความร่วมมือที่ดีจากประชาชนแล้วนโยบายของรัฐก็จะไม่เกิดผลและจะกระทบถึงเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาวอีกด้วย

4.3 การบริหารงานของหน่วยงานราชการ

                                 การให้บริการประชาชนเป็นนโยบายที่ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญ และพยายามผลักดันให้มีการพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนให้ดีขึ้นมาโดยตลอด ทั้งนี้เนื่องจากในสังคมประชาธิปไตยนั้นการตอบสนองความต้องการของประชาชนเป็นพันธกิจสำคัญอันดับแรกที่รัฐพึงกระทำ ยิ่งในช่วงปัจจุบันเป็นกระแสการเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนสภาพสังคมให้เข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของโลกล้วนพุ่งเป้าไปสู่จุดหมายเดียวกันคือ การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen Centered)

4.4 การมีส่วนร่วมของประชาชน

     การมีส่วนร่วม (participation) คือ เป็นผลมาจากการเห็นพ้องกันในเรื่องของความ ต้องการและทิศทางของการเปลี่ยนแปลง จะต้องมีมากจนเกิดความคิดริเริ่มโครงการเพื่อการปฏิบัติ เหตุผลแรกของการที่มีคนมารวมกันได้ควรจะต้องมีการตระหนักว่าการกระทำทั้งหมด ที่ทำโดยกลุ่ม ผู้นำชุมชน หรือกระทำผ่านองค์กร (organization) ดังนั้น ผู้นำชุมชน องค์กรจะต้องเป็นเสมือนตัวนำให้บรรลุถึงความเปลี่ยนแปลงได้ การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชุมชนเกิดการพัฒนา ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ชุมชนเกิดการพัฒนา เช่น การมีส่วนร่วม หลักการพัฒนาชุมชน กระบวนการพัฒนาชุมชน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องใช้ในงานพัฒนาชุมชน และคนก็มีส่วนสำคัญที่สุด เพราะ คนเป็นศูนย์กลางหลักในการพัฒนาที่จะทำให้ชุมชนมีการพัฒนาไปในทางที่ดี การมีส่วนร่วมเป็นหัวใจของการพัฒนาชนบท ไม่มีประเทศไหนที่พัฒนาโดยปราศจากการร่วมมือของประชาชน

                     ทั้งทางภาครัฐและภาคประชาชน ควรมีการสร้างหลักการมีส่วนร่วมเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้ต่างฝ่ายได้รับรู้ถึงปัญหาและความต้องการไปพร้อมกัน ประชาชนก็จะได้มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นในการทำกิจกรรมและการพัฒนาชุมชนของตนเองให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพราะการมีส่วนร่วมเป็นหลักประกันที่สำคัญที่จะทำให้ประชาชนทุกคนดำเนินชีวิตอยู่ในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

4.5 คุณภาพการบริการที่ประชาชนได้รับ

        การที่ภาครัฐจะสามารถนำบริการที่ดีมีคุณภาพสูงไปสู่ประชาชนได้อย่างสอดคล้อง

และตรงตามความต้องการของประชาชนด้วยนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำในสิ่งที่ควรทำให้ถูกต้องแต่เริ่มแรก (do right thing right since the first time) นั่นคือการให้ประชาชนผู้รับบริการมีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพการให้บริการตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อสามารถแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด ตรงประเด็นและมีประสิทธิภาพสูงสุด ประชาชนผู้รับบริการโดยทั่วไปต้องการคุณภาพการบริการที่ดี

4 ประการ ดังต่อไปนี้

                                1.บริการด้วยความเอาใจใส่และเป็นกันเอง

                                2.การบริการที่คล่องตัวและยืดหยุ่น

                                3.ความเอาใจใส่ต่อปัญหาของผู้รับบริการ

                                4.การแก้ไขข้อผิดพลาด

4.6 การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการพัฒนาประเทศ

                          จากการอบรมได้แนวทางในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ โดยนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยเน้นให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจถึงแนวทางในการแก้ปัญหาด้านสุขภาพของชุมชน โดยภาครัฐกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง และสร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การดูแลตนเองให้มีสุขภาพที่ดี ฟื้นฟูสภาพ สร้างภูมิคุ้มกัน ให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ โดยมีหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการ ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบมาตรฐาน

               การรักษาคนไข้จะไม่เน้นที่การ รักษาโรคเท่านั้น แต่จะเน้นการรักษาคนก็คือ ทำให้คนไข้ที่มาพบหมอรู้จัก รักษาสุขภาพทำให้คนไข้มีความสุขหรือมีสุขภาพทีดีขึ้น ทำให้คนไข้อยู่กับสุขภาพหรือสุขภาวะทีดีมีความสุข โรคมากมาย เมื่อเป็นแล้วรักษาไม่หาย แต่คนไข้สามารถอยู่กับโรคอย่างมีความสุข มีสุขภาพที่ดีได้  แท้จริงแล้วสุขภาพมิได้หมายถึง สุขภาพทางกายเท่านั้น สุขภาพที่ดี หมายถึง

สุขภาวะที่สุขสมบูรณ์ในทุกมิติของสุขภาพ ทั้งสุขภาพกาย จิตใจ สังคม และคุณธรรม (จิตวิญญาณ) การทำให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี สามารถทำได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยการ

                    - ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ ปฏิบัติตนเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี มีความรักตนเอง รักสังคม อยากมีสุขภาพ สุขภาวะทีดี

                    - ส่งเสริม สนับสนุน สร้างจิตสำนึกด้านสุขภาพตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดกับประชาชนและองค์กร

                    - ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาระบบสุขภาพไปสู่การพึ่งตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยผลักดันให้เป็นนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของประเทศ รวมถึงในองค์กรต่างๆ ทุกระดับและภาคประชาชน

                       การพัฒนาสุขภาพตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง การพัฒนาสุขภาพหรือสุขภาวะที่สมบูรณ์ในทุกมิติของสุขภาพทั้งกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ในระดับบุคคลหรือองค์กร บนพื้นฐานการพึ่งตนเองเป็นหลัก อย่างทางสายกลางพอประมาณ มีเหตุผล ด้วยหลักความรู้ รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง และมีคุณธรรม เป็นพื้นฐานของระบบ มีความซื่อสัตย์ เมตตา จิตอาสา เสียสละและแบ่งปัน ตามความเหมาะสมของชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นอยู่ เพื่อความสมดุล มั่นคง และยั่งยืน

           การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตนเอง พัฒนางาน และพัฒนาทีมงานที่รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม

                           การให้บริการขององค์การภาครัฐ ผู้ให้บริการภาครัฐมีทัศนคติที่ดีต่อการบริการ  ด้วยการแสดงออกถึงความเป็นมิตร  มีการใช้ศิลปะทางคำพูดที่ไพเราะน่าประทับใจและมีกริยามารยาทที่แสดงออกถึงการยินดีให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ  โดยมีกิจกรรมการให้บริการ อาทิการยิ้มต้อนรับผู้รับบริการ  การช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้ผู้บริการ     การอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว เรียบร้อย เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับประโยชน์สูงสุดจากการมารับบริการ

 

จากการศึกษาดูงาน   ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ” 

             เป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงผสมผสานกับการปฏิบัติธรรมะ พร้อมทั้งเป็นศูนย์บำบัดยา เสพติด เป็นสถานที่สงเคราะห์หญิงตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม เป็นแหล่งรวมธรรมะ

          ผู้ใหญ่ธีรพันธุ์ บุญบาง นักพัฒนาแห่งบ้านเนินน้ำเย็น คนดีของแผ่นดิน เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง โดยท่านได้แบ่งพื้นที่ 1 ไร่ 3 แสน มีการจัดระบบน้ำ พืชและสัตว์ ให้สามารถเกื้อกูลและสนับสนุนกันได้ ซึ่งแบ่งพื้นที่ ดังนี้

จุดที่ 1 ทางเดินเข้าไปเปรียบเหมือนตู้เย็นโดยการปลูกพืชต่างๆ จะมีส่วนใช้เป็นพื้นที่สร้างคอกไก่อยู่ด้านบน ด้านล่างเป็นบ่อเลี้ยงเลี้ยงปลาดุก  และทำนาบัว โดยให้คอกหมู คอกไก่อยู่

ในพื้นที่สูงและระบายมูลสัตว์จากคอกลงสู่นาบัว ที่เลี้ยงปลาดุกไว้ พื้นที่ในส่วนนี้มีรายได้จากการขายดอกบัว ปลาดุก และไข่ไก่ รวมทั้งมีการปลูกพืชสวนครัวไว้รอบนาบัวด้วย

จุดที่ 2  พื้นที่ส่วนนี้เป็นที่ราบต่ำ ระบายน้ำจากส่วนที่ 1 ลงสู่ในนา จึงเป็นพื้นที่ทำนา     ปลูกข้าว และเลี้ยงปลาดุก กบ พื้นที่ริมนาข้างทางเดินปลูกผักทุกชนิดที่กินได้

จุดที่ 3  เป็นส่วนที่ปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกทุกอย่างที่กินได้ และกินทุกอย่างที่ปลูกจริงๆ

จุดที่ 4 เป็นบ่อหมักปุ๋ยชีวภาพภายในบ่อมีการเลี้ยงปลาดุกและทำนาบัว บริเวณใกล้ๆก็มีคอกเลี้ยง              หมูเพื่อใช้มูลหมูเป็นหัวอาหารในการเลี้ยงปลาดุกและผลิตแก๊สหุงต้มในครัวเรือน สำหรับอาหารในการเลี้ยงหมูใช้ต้นกล้วยผสมรำ

จุดที่ 5 โรงเพาะเห็ด  โรงสีข้าว

จุดที่ 6 บ่อเลี้ยงกบและเพราะพันธุ์กบ

                  สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเข้าศึกษาดูงานที่ศูนย์การเรียนเศรษฐกิจพอเพียง ๑ ไร่ แก้จน  สวรรค์บ้านนา ”  ทำให้ได้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนำเป็นแนวทางสู่การปฏิบัติงานจริง   เช่น  การลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ในการดำเนินชีวิต โดยการต้นแบบที่นำหลักเศรษฐกิจมาใช้และเผยแพร่ให้แก่คนในชุมชนได้ปฏิบัติตาม จนชาวบ้านสามารถดูแลตนเอง  พึ่งพาตนเองได้   อย่างเช่นการทานข้าวที่เราต้องทานเป็นประจำทุกวัน เราก็สามารถลดต้นทุนโดยการปลูกข้าวทานเอง ฟางที่เหลือจากการปลูกข้าวก็สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตเห็ดฟางได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายในเวลาเดียวกัน    ซึ่งเป็นวงจรในการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

สิ่งที่ได้จากการศึกษาดูงาน  

- พัฒนาตัวเอง

                     โดยเริ่มจากการสำรวจตัวเองก่อนว่าเราต้องการสิ่งใด ศึกษาข้อมูล วางแผนการดำเนินการ ประเมินผลการดำเนินงานและแก้ไขในส่วนที่ยังมีข้อบกพร่องอยู่ตามลำดับเช่นการทำบัญชีครัวเรือน แสดงรายรับ-รายจ่าย เมื่อพบว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับ ให้สำรวจรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยและเกินความจำเป็น แล้วนำมาแก้ไขปัญหาโดยการตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก ถ้าหากรายจ่ายไม่เพียงพอกับรายได้ให้หารายได้เสริม เป็นต้น

- พัฒนางาน

                       โดยสำรวจปัญหาที่พบเป็นประจำในหน่วยงานมาคิดวิเคราะห์ให้เกิดเป็นนวัตกรรม สามารถนำมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โดยนำวัสดุเหลือใช้ในหน่วยงานมาทำให้เกิดประโยชน์ เช่น ตัวอย่างนวัตกรรมที่ใช้ในโรงพยาบาลมักจะพบปัญหาผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ มีภาวะหลงมักจะดึงสายน้ำเกลือออก ถ้าเจ้าหน้าที่จะมัดข้อมือผู้ป่วยไว้กับราวกั้นเตียงอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดแผลได้ จึงมีการประยุกต์ขวดน้ำเกลือที่ใช้แล้วมาสวมเป็นถุงมือให้แก่ผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยไม่เจ็บข้อมือและไม่สามารถดึงสายน้ำเกลือออกได้ จะเห็นว่านวัตกรรมนี้เรานำวัสดุเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ ลดต้นทุนในการผลิต หรือจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆที่มีราคาแพงได้

การดูแลสุขภาพด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

-  การลดต้นทุน  เพิ่มรายได้  อาทิเช่น หากเราอยากทานอะไรเราก็ปลูกสิ่งนั้นและการปลูกพืชผักสวนครัวปลอดสารพิษ ซึ่งในทางแพทย์แผนไทย เราถือเป็นสมุนไพร เป็นยา รักษาโรค หากสิ่งเหล่านี้ปลูกได้ด้วยตนเองโดยไม่ใช้สารเคมี จะทำให้เราได้รับสรรพคุณทางยาและประโยชน์ทางอาหารอย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงหางไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ และ การปลูกผักสวนครัว รั้วกินได้ที่ปลอดสารพิษนี้มักมีกรรมวิธีในการผลิตปุ๋ยชีวภาพ  มีการเคลื่อนไหวร่าง ซึ่งเป็นการออกกำลังกาย ไปพร้อมกัน 

 

จากการศึกษาดูงาน   ศูนย์ชัยพัฒนาการเกษตร สิรินธร อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร

     ศูนย์ชัยพัฒนาการเกษตร สิรินธร จ.พิจิตร แบ่งโซนการเรียนรู้เป็น  6 ส่วน

1.จุดเรียนรู้ด้านปศุสัตว์

2.จุดเรียนรู้ด้านพืชผัก

3.จุดเรียนรู้ด้านการประมง

4.จุดเรียนรู้ด้านปุ๋ยอินทรีย์

5.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกข้าว

6.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกไม้ผล

              ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ได้เรียนรู้การทำเกษตรกรและสหกรณ์ การดำเนินงานสนองพระดำริของในหลวงและเน้นการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง และการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย นอกจากนี้ยังได้ข้อคิดว่าธรรมชาติช่วยดูแล และเป็นมิตรกับมนุษย์เสมอ

สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้

-พัฒนาตนเอง  

                ทางใจ ได้ปรับทัศนคติเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ได้เห็นชีวิตความเป็นซึ่งดำเนินโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง เห็นถึงความขยัน และความจริงจังกับการดูแลธรรมชาติทั้งต้นไม้ พืชผัก ,ผลไม้และสัตว์เลี้ยงโดยมีความเกื้อกูลกันทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้หันกลับมาใช้ชีวิตอย่างใจเย็นขึ้น และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ละเอียดขึ้น

-พัฒนางาน

                    นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับงาน คือการร่วมมือแก้ปัญหา พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างแนวคิดแบบผสมผสานโดยระดมสมองมาช่วยแก้ปัญหา เป็นการทำงานแบบช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  สามารถนำไปใช้ในหน้าที่การงานของเรา นอกจากนี้หลักการทำงานของ เจ้าหน้าที่ ในศูนย์ชัยพัฒนาก็สามารถเป็นแบบอย่างให้แก่เราได้

จากการศึกษาดูงาน   ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์

             นายสุพจน์ โคมณี ได้รับการยอมรับให้เป็นประธานเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดนครสวรรค์ และจากเพื่อนพี่น้องเกษตรกรในหมู่บ้านให้ทำหน้าที่ ประธานกองทุนหมู่บ้าน ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และประธานประชาคม

              ปีพ.ศ.2538 พลิกชีวิตจากการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวมาเป็นการเกษตรผสมผสานในพื้นที่ 5 ไร่ ต่อมาได้ขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 20 ไร่ ถัดมาในปี พ.ศ.2539 มีแรงจูงใจจากการได้เข้ารับการฝึกอบรม โครงการเกษตรทฤษฏีใหม่และจากการศึกษาค้นคว้าส่วนตัวเกี่ยวกับแนวพระราชดำริด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีความมั่นใจและเกิดพลังใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองจากแนวคิดที่ว่า ทำการเกษตรเพื่อขาย มาเป็นเพื่อพออยู่ พอกิน เมื่อเหลือค่อยนำไปขาย ไม่คิดแข่งขันกับใคร

               ปี พ.ศ. 2541 มาทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ ด้วยการปลูกพืชที่หลากหลายชนิด ทำให้ลดความเสี่ยงในทุกด้าน มีรายได้รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี โดยเน้นใช้แรงงานในครอบครัวเป็นหลักปัจจุบันมีหน่วยงานที่เห็นความสำคัญส่งเกษตรกรเข้าอบรมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อาทิ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ธ.ก.ส. สาขา จ.อุทัยธานี อบต.เทศบาลนครนครสวรรค์ฯ

         

              การศึกษากิจกรรมการเรียนรู้

          1.1 ปรับแนวคิด เป็นฐานที่ปรับเปลี่ยนจากการท่องจำ เป็นการทำความเข้าใจและประยุกต์ใช้ให้เข้ากับตน

          1.2 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ หลักปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตให้แก่พสกนิกร โดยใช้หลัก  3 ห่วง 2 เงื่อนไข

                 พอประมาณ พอดี พอเหมาะ

                 มีเหตุ มีผล เหตุผลที่ถูกต้อง เราต้องมี สติ เราก็จะมีปัญญา

                 มีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่เดือดร้อน

เงื่อนไขความรู้ รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง

เงื่อนไขคุณธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน สติปัญญา แบ่งปัน

นำไปสู่  ชีวิต  เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม   สมดุล มั่นคง การเปลี่ยนแปลง

                            ทางสายกลาง(ต้องไม่ตึง ไม่หย่อนจนเกินไป)

         1.3 เรียนรู้การปลูกผักยกแคร่  เตรียมแกลบหมัก  การสีข้าว

2. ขุดสระน้ำเป็นรูปแผนที่ประเทศไทย และปลูกไม้มงคลประจำจังหวัดตามแผนที่ไว้ครบ

3. กิจกรรมปิดทองหลังพระ ช่วยเหลือคนชายขอบ บ้านเกาะญวณ ต้นน้ำเจ้าพระยา บ้านเกาะญวณ จ.นครสวรรค์ เป็นหมู่บ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถูกกั้นด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความกว้างเพียง 400 เมตร เป็นการช่วยเหลือในด้านการดำรงชีวิตชุมชนบนเกาะ ด้วยหลักการ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นงานที่ต้องทำทั้ง 6 มิติ คือ ดิน น้ำ ป่า เกษตร สิ่งแวดล้อม และพลังงานทดแทน

คติประจำใจ

           ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้ใช้หลักความพอประมาณด้วยการใช้ชีวิตอย่างพอเหมาะกับตนเองไม่ฟุ้งเฟ้อจนเกินตัว มีหลักการมีเหตุผล ใช้สติโดยยึดหลักธรรมในการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ส่วนภูมิคุ้มกันได้ใช้ความรัก ความสามัคคี อดออม อดทนต่อสู้กับชีวิต มีความรอบรู้ ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง ใช้ชีวิตด้วยความสุจริต ซื่อสัตย์ อดออม แบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนทำให้ชีวิตครอบครัวประสบความสำเร็จหมดหนี้สิน ครอบครัวมีความสุข และเป็นแหล่งเรียนรู้การดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด

สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้

-พัฒนาตนเอง

1.รู้ตัวเองว่าอยู่ในวิชาชีพ มีสติ และสมาธิในการทำงาน ยึดหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ถูกต้อง อดทน

ซื่อสัตย์ สุจริต

2.มีกระบวนการคิดในการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อให้เหมาะสมและตอบสนองความต้องการแล

มีประโยชน์สูงสุด เพื่อลดจำนวนงบประมาณ

3.ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย เพื่อการวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม

4.ลดรายจ่าย หารายได้เสริม เช่น เอาเวลาว่างมาทำเกษตรอินทรีย์ และนำความรู้ที่ได้จากการอบรม

ทำเป็นแบบอย่างในชุมชน

-  พัฒนางาน

                                1. ส่งเสริมการสร้างความรู้ ปลูกฟังค่านิยมให้เป็นคนรักสุขภาพ สร้างความตระหนักให้ดำรงชีวิตอยู่บนพื้นฐานหลักพอเพียง เช่น การปลูกผักทานเอง ใช้เกษตรอินทรีย์โดยเน้นให้พึ่งพาตนเองได้

                                2. สร้างโครงการฝึกเด็กในชุมชนให้เป็น อย. น้อย เพื่อให้ชุมชนเห็นถึงผลเสียของการทานผักที่มีสารเคมีตกค้าง

                                3. สร้างความรู้ให้มีภูมิคุ้มกันในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยใช้หลัก 5 อ. ซึ่งได้แก่ อาหารปลอดสารพิษ ออกกำลังกาย อากาศบริสุทธิ์ อุจจาระขับถ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ อารมณ์แจ่มใส

การดูแลสุขภาพด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

                เมื่อเราเป็นแบบอย่างที่ดีได้ ประชาชนในชุมชนสามารถปฏิบัติตามได้ ก็จะขยายผลจากหนึ่งชุมชนไปสู่อีกชุมชนอื่น ๆ ต่อไป จนกระทั่งประชาชนในประเทศสามารถปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สรุปการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร

1.สิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ในการอบรมครั้งนี้ ทำให้ท่านได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ ความสามารถ มีจิตสำนึกในการปฏิบัติงานเพื่อราชการ มีสมรรถนะและจรรยาบรรณที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร

                 1.1. ทำให้ได้รับการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความเข้าใจ การเป็นข้าราชการที่ดีเพื่อทำคุณประโยชน์ให้เกิดแก่แผ่นดิน รู้จักและรับผิดชอบตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงหลักกาปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม ด้วยการสร้างวินัยในตนเอง  การทำงานเป็นทีมและความสามัคคีในหน่วยงานและองค์กรนั้นๆ  ทั้งนี้ยังตระหนักในความสำคัญของการมีจิตบริการในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้เรายังได้คำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม จิตสำนึกในการเป็นข้าราชการที่ดีโดยคิดถึงใจเขาใจเรา เข้าใจซึ่งกันและกัน หรือการคำนึงถึงความพอใจของกันและกัน  นอกจากนี้เรายังได้รับความรู้ในการพัฒนาประเทศด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิต เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ต่อไป    

                 1.2. สามารถนำไปใช้ได้จริงในการปฏิบัติทางราชการ เช่น การพัฒนาบุคลิกภาพและการแต่งกายในงานราชการ งานพิธีต่างๆ บริหารบุคคลแนวใหม่  สวัสดิการและค่าตอบแทน

                 1.3. มีจิตสำนึกปฏิบัติงานราชการในโครงการตามแนวพระดำริ / ภูมิปัญญาท้องถิ่น  จิตบริการการทำงานภาครัฐและการเพิ่มทักษะการคิดและการควบคุมตนเอง

                 1.4. สมรรถนะและจรรยาที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น การพัฒนาจิตเพื่อสร้างคุณธรรม จริยธรรม และสติ สัมปชัญญะกับการปฏิบัติงานที่เหมาะสมกับวิชาชีพและหน้าที่

2. สิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ในการอบรมครั้งนี้  ทำให้ท่านได้รับการปลูกฝังค่านิยมและปรัชญาการเป็นข้าราชการที่ดีอย่างไร

                 ได้รับการปลูกฝังค่านิยมและปรัชญาการเป็นข้าราชการที่ดีตามที่คาดหวังไว้  ซึ่งในการอบรมครั้งนี้ทำให้มีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ และตระหนักในความรับผิดชอบของงานข้าราชการ ได้เรียนรู้ถึงอุดมการณ์ในการเป็นข้าราชการจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นแบบอย่างที่ดี  ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการเป็นข้าราชการที่ดี ทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงหลักการปฏิบัติงานในภาคส่วนของราชการ โดยมีการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

3. สิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ในการอบรมครั้งนี้ ทำให้ท่านได้รู้ระเบียบแบบแผน มีค่านิยมสร้างสรรค์และมีพฤติกรรมสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการยุคใหม่ อย่างไร

                 3.1. การเป็นข้าราชการจะต้องมีระเบียบวินัยตรงต่อเวลา อดทน สามัคคี ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ต่อสู้กับอุปสรรคต่างในการทำงาน เพื่อให้งานสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ

                 3.2. ข้าราชการต้องยึดมั่นในความถูกต้อง ดีงาม ยึดจรรยาบรรณวิชาชีพ ในการให้บริการผู้ป่วย รักษาด้วยใจ มีความเสียสละต่อผู้อื่น และตนเอง ไม่เลือกที่รักมักที่ชอบ รักษาผู้ป่วยด้วยความเท่าเทียมกัน

                 3.3. ข้าราชการต้องรับผิดชอบงานที่ได้รับหมอบหมายให้ดี ทำงานให้เสร็จทันเวลาโดยยึดผลลัพธ์ ทำงานได้ตามเป้าหมาย หรือพัฒนาศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติมอยู่เสมอ เพื่อพัฒนางาน พัฒนาองค์กร ให้มีคุณภาพต่อไป

                   3.3.  มีจิตใจใฝ่บริการ ปฏิบัติต่อผู้รับบริการด้วยความมีน้ำใจ เมตตา เอื้อเฟื้อ พูดจาไพเราะอ่อนหวานช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ

4.  สิ่งที่ท่านได้รับในการอบรมครั้งนี้  ทำให้ท่านได้เครือค่ายข้าราชการรุ่นใหม่ในการทำงานแบบบูรณาการอย่างไร

                              4.1 ได้สร้างเครือค่ายข้าราชการรุ่นใหม่ในการทำงานแบบบูรณาการ  โดยในแต่ล่ะกิจกรรมทำให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น  ได้ร่วมกันจัดทำเครือข่าย Online ได้แก่ facebook ชื่อข้าราชการใหม่ วพบ. สปร.  นว.  รุ่นที่ 2  18-29 มกราคม 2559  line กลุ่มสำหรับแลกเปลื่ยนข้อมูลข่าวสารของกลุ่มข้าราชการใหม่รุ่นที่2  และใช้ในการรู้จักกันโดยการสร้างเป็นโปรไฟล์ใน line เป็นการแนะนำตัวเองโดยมีรูป สถานที่ทำงานและเบอร์โทร เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารและผสานงานกันระหว่างรุ่น  ถึงแม้การอบรมครั้งนี้จะสิ้นสุดลงแต่เราก็ยังมีช่องทางให้ติดต่อสื่อสารกันได้อยู่เสมอ เพื่อสารเครือข่ายในรุ่น 

                                4.2 การไปทำกิจกรรมที่ค่ายทหาร ทำให้ได้ประโยชน์คือมีการแบ่งเป็นกลุ่มสี ซึ่งแต่ละกลุ่มสีมีเพื่อนต่างจังหวัด ต่างวิชาชีพ มีการทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยกันคิดช่วยกันแก้ปัญหา ได้แลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน ที่สำคัญคือการมีระเบียบวินัย อดทน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

5. ท่านต้องการให้โครงการนี้พัฒนาหรือเพิ่มเติมในประเด็นใดบ้าง

                                5.1  คุณลักษณะของข้าราชการยุคใหม่อยากให้พูดเน้น Concept ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

                                5.2  ต้องการให้มีเอกสารแจกให้ผู้เข้าอบรมในทุกการบรรยาย

                                5.3  อยากให้วิทยากรเป็นผู้ปฏิบัติงานจริงมากกว่าระดับผู้บริหารเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองที่แตกต่าง

                                5.4 ต้องการให้เลื่อนวันที่ศึกษาดูงานเป็นสัปดาห์แรกของการอบรม เนื่องจากผู้เข้ารับการอบรมจะได้มีเวลาในการเขียนการศึกษาดูงานมากขึ้น เพื่อประสิทธิภาพของงานมากขึ้น

                                5.5 ต้องการให้ผู้จัดอบรม แจ้งเรื่องการสรุปผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร (ภาพรวมทั้งชั้นเรียน) และแบ่งกลุ่มการศึกษาดูงานตั้งแต่วันแรกของการอบรม เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมจะได้มีเวลาในการจัดทำและเตรียมตัวเสนอผลงานได้ดีค่ะ

                                5.6 อยากให้ทางศูนย์ชัยพัฒนาเกษตร สิรินธร ช่วยอนุเคราะห์ความรู้ หรือพาศึกษาดูงานในส่วนของการการทำผลิตภัณฑ์จากผลผลิตในศูนย์